65 ปีแล้วที่สวรรค์ได้ส่งผู้ชายชื่อ "ดีฟ" ลงมาสร้างจังหวะดนตรีเขมร มีทั้ง สนุกสนาน, เศร้าโศก ในจังหวะของดนตรีกันตรึม ให้กับชาวโลก และสร้างชีวิตชีวาให้กับมนุษย์

…จากสายตาที่ค่อยๆ ดับ เสมือนพระอาทิตย์ที่ตกดิน
"ลุงดีฟยืนอยู่ และเฝ้าดูมันลับฟ้า จนมืดมิด ในขณะที่เขาอายุ 14 ปี"
ดนตรีเหล่านี้เอง กลายเป็นดวงตาคู่ใหม่ ที่กลับมาสว่างอีกครั้ง หลังจากที่เขาได้สูญเสียไปในวัยเด็ก..


ลุงดีฟสร้างซอคันแรก จากสายเบรกจักรยาน และไม้ที่ดึงมาจากบ้านของเขา ด้วยมือเขาเอง เมื่อเริ่มเล่นดนตรีสด ลุงดีฟตระหนักว่า คนตาบอดไม่ควรจะเล่นซอจ่อไมโครโฟน เลยท้าทายครูและหมู่เทพทั้งหลาย ด้วยการเสียบเครื่องไฟฟ้าเข้าไปในซอ เข้าไปยังวัฒนธรรมอันเดิมที่เขาเล่นอยู่ ซอคันใหม่นี้เขาให้ชื่อมันว่า "ซอนรก" มันให้เสียงกรีดร้องที่ไม่เหมือนใคร ในบางครั้ง "ซอนรก" เปล่งเสียงออกมาดั่งเสียง "ยมบาล" ท่ามกลางความมืด แต่ในบางเวลา เสียงซอนั้น เสมือนเสียงที่แหบแห้งของพระเจ้า ที่กำลังขอโทษกับโชคชะตาที่ฝากไว้กับลุงดีฟ

นอกจากซอนรก และซอสวรรค์นั้น ลุงดีฟยังมีกลองคู่มือ ที่มาจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งบ้านไสว โดยมีอายุกลองที่เก่าแก่ ซึ่งทำมาจากหนังงู และตัวเหี้ย ด้วยเอกลักษณ์นี้ที่ปรากฏ จึงให้ชื่อกลองชนิดนี้ว่า "กลองเหี้ย"

จังหวะที่เป็นตำนานของท่านชัยวนาราม (กษัตริย์ของเขมร ผู้สร้างนครวัด) ลุงดีฟก็ได้เล่นและร้อง แกเอียงคอและเงยหน้ามองฟ้า (เหมือนมีคำถาม) พร้อมกับอ้าปากเพื่อปล่อยทำนองที่ไพเราะและมีเอกลักษณ์ บางครั้งในท่ามกลางความไพเราะนี้ ลุงดีฟจะหยุดเล่น และหันมาด่าคนตีกลอง แล้วจับกลองเหี้ยมาเล่นเอง ลุงดีฟไม่หูหนวก ไม่อดทน และไม่ค่อยพอใจกับการเล่นของคนอื่น ตัวลุงดีฟเองได้ยินทำนองจากสายลมและเสียงกระซิบรอบตัวตลอดเวลา และพยายามที่จะฝึกเล่นซอ, กลอง และปี่อ้อ เครื่องดนตรีที่ดูประหลาด จนแทบไม่มีคนเล่นแล้ว แต่เวลามันลงมือหนักกับคนตาบอดผู้หลงรักดนตรี เพราะตอนนี้ลุงดีฟหากินลำบากแล้ว ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ลุงดีฟจึงต้องทำวงซิ่งๆ ด้วยการใช้วัยรุ่นแต่งตัวโป๊ๆ เต้นรำอยู่ข้างหน้า โดยตระเวนเล่นไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานบวช แม้แต่งานศพ ของชาวสุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งหน้าที่ลุงดีฟ คือ ทำให้ผู้ชมสายก้น และสาวเซ็กซี่เต้นตาม

เมื่อมาถึง จังหวะแผ่นดิน เทศกาลโลกนี้ กลายเป็นโอกาสที่ลุงดีฟจะพักชีวิตในจังหวัดสุรินทร์ และมาสัมผัสชีวิตชาวกรุงแทน ซึ่งลุงดีฟได้ร่วมแสดงกับเราในคอนเสิร์ตจังหวะแผ่นดิน แรกๆ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในตอนนั้นเราได้ฉลองดนตรีใหม่ที่ใช้นักดนตรีพื้นบ้าน และคนพิการ 300 กว่าชีวิต แต่ครั้งนี้เมล็ดจังหวะแผ่นดินนั้นได้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่มีผลเป็นเทศกาลดนตรี ที่มีนักดนตรีแนว World Music จากทั่วโลก

เมื่องาน จังหวะแผ่นดิน เทศกาลโลก ที่สะพานพระราม 8 มาถึง นั่นก็หมายความว่า ลุงดีฟ ผู้ที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญของดนตรีพื้นบ้าน ต้องมาเผยแพร่จังหวะที่เขาสืบสานมาเนิ่นนานถึง 65 ปี บนเวที World Music ในวันแรก เมื่อลุงดีฟมาถึงงาน ก็เดินเข้ามานั่งพักและเตรียมพร้อมที่จะขึ้นแสดง อยู่ด้านหลังเวที ระหว่างที่ลุงดีฟนั่งรออยู่ตรงนั้นก็ได้ฟัง และซึมซับจังหวะของโลกเราไปด้วย พร้อมกับล้างหัวเทป (...ด้วยเบียร์) และสูบยา

เมื่อนักดนตรีของประเทศเคนย่าขึ้นแสดงบนเวที ลุงดีฟเอียงหูฟังและใช้มันแทนตาเพื่อจับจ้องนักดนตรีทั้ง 4 คน และหยิบซอขึ้นมาสีจากพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง ตามจังหวะดนตรีของเคนย่าที่ดูอบอุ่น โดยมีบางเสียงฟังแล้วเหมือนกันตรึม เมื่อพวกเขาเล่นเสร็จ ลุงดีฟตะโกนขึ้นมาจากหลังเวที โดยที่ไม่รู้ว่าเสียงของเขาจะระเหยหายไปทางไหน เพราะในขณะนั้นยังคงมีแต่เสียงเชียร์ของคนนับพันที่ทั้งยืนและนั่งชมอยู่หน้าเวที แต่อย่างไรก็ตามนักดนตรีหนุ่ม "Mango" จากเคนย่า ปาดเหงื่อ พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาพูดคุยกับคนแก่คนนี้อย่างไม่ถือตัว

"โอ้โห ดูกลองเขาสิ" Mango ตะโกนในภาษาของเขา เมื่อเห็นกลองเหี้ย "ยาก" สำหรับวัฒนธรรม ที่ห่างกันถึง 5,000 กิโลเมตร และเพิ่งเดินทางไกลมายังประเทศไทย แต่ในชีวิตของ Mango 20 ปี เขาก็เพิ่งมีโอกาสได้เห็นกลองเหี้ยของลุงดีฟ มันทำให้เขาตะลึง

"กลองนี้สวยมาก" เค้าพูดด้วยภาษาอังกฤษในสำเนียงของเขา เขาขอลองเล่นกลองเขมรใบนั้น โดย Mango เล่นได้ดีเสมือนกับเล่นกลองของตัวเองที่คุ้นเคย ซึ่งลุงดีฟก็อดที่จะร้องตามจังหวะที่ Mango เล่นไม่ได้ มันสนุกซะจนคนแก่คนนี้ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ จนเกือบจะกลืนมวนบุหรี่เข้าไป ลุงดีฟตะโกนออกมาเป็นภาษาเขมรว่า "เจี๊ย จะ นับ (สนุกจังเลย)" ค่ำคืนนั้นดำเนินไปเรื่อยๆ แล้วเวทีจังหวะแผ่นดิน ก็ถูกแย้ง ด้วยหนุ่มสาว จังหวะของดนตรีที่สนุกสนาน จนทำให้ผู้ชมกลุ่มใหญ่ยืนเต้นกันอยู่หน้าเวที แต่ลุงก็ยังคงนั่งสูบยาเสพดนตรีอยู่หลังเวทีนั่นเอง

พิธีกรรายการ อายุ 40 ปี กว่าคือเหตุผลที่ลุงดีฟมาที่นี่ เขาเคยพบลุงดีฟในอ่างน้ำข้างบ้านของลุงดีฟเองเมื่อ 15 ปีก่อน และหลังจากที่ดึงลุงดีฟขึ้นมาจากอ่างน้ำ ลุงดีฟก็บอกกับเราว่า ลงไปเพื่อทำความสะอาด แล้วบันไดไม้หัก ก็เลยตกอยู่ในอ่างน้ำ 1 วันเต็ม พิธีกรคนนี้ได้พาลุงดีฟไปออกรายการโทรทัศน์, แสดงสดทั่วแผ่นดินไทย และอีกหลายประเทศ พิธีกรคนนี้หันหน้าไปดูลุงดีฟในท่ามกลางความมืดที่หลังเวทีบ่อยครั้ง และก็ยังนึกไม่ออกที่จะให้เขามีส่วนร่วมอย่างไรบนเวทีในคืนนี้ ดนตรีบนเวทีเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคืนนั้น วัดความสนุกจากการที่ผู้ชมขึ้นมาร่วมแจมบนเวทีอย่างไม่ขาดสาย Mango และพี่น้องจากเคนย่า กลับมายึดเวทีอีกครั้ง พร้อมจังหวะแห่งภูเขา คีรีมันจาโร (Kilimanjaro) คนนับพันเต้นกันกระจาย แต่ก็ต้องตกตะลึงเมื่อ Mango ตะโกนขึ้นมาว่า "เอาคนนั้นขึ้นมา" ไม่ต้องแปลและอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น ลุงดีฟลุกขึ้น รีบเดินเพื่อจะขึ้นไปร่วมวาดฝีไม้ลายมือกับเครื่องดนตรีประจำตัวของแก แต่กว่าจะมาถึงบันไดหลังเวที ก็ชนนู้นเตะนี่ จนกระทั่งได้ไปอยู่บนเวทีที่มีเคนย่าร้อง เล่น เต้นอยู่ แกเข้าไปยืนอยู่กลางวงโดยไม่รู้ว่าควรขึ้นมาหรือเปล่า เหมาะสมไหม มีส่วนร่วม หรือจะรบกวนเขา จนเด็กที่ดูแลเวทีจับสหายของลุงดีฟไปเสียบเข้ากับตู้มาแชล (ตู้กีต้าร์) และเสียงซอนรก สหายของลุงดีฟก็ร้องทักทายแก ลุงดีฟได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเยาะ เปิดเสียงดังกระหึ่ม เหมือนที่จะให้พระเจ้าได้ยิน และบอกกับท่านว่า "ฟังเสียงนี้สิ" เมื่อลุงดีฟและสหายได้ทักทายกันเรียบร้อยแล้ว Mango ก็หยุดการแสดง และลุงดีฟก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำ โดยการเล่นซอของเขาเพื่อให้เคนย่าเล่นตาม จังหวะดนตรีของทั้ง 2 ศาสนา เข้ากันได้ดีดั่งหนึ่งเดียว พิธีกรหัวเราะ และพูดกับตัวเองว่า "ดูนี่สิ" เหล่านางฟ้าเต้นรำตามเสียงซอนรก ผู้ชมดูประทับใจกับภาพที่เห็นข้างหน้า ทั้งตะโกนและเชียร์ ลุงดีฟทั้งเล่นทั้งร้อง เปลี่ยนจังหวะอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ของ Mango เขาสามารถทำให้ดนตรีบนเวทีดำเนินไปได้เรื่อยอย่างไม่มีสะดุด หรือหยุดกลางทาง
ทั้งสองแก๊งค์ถูกรวมกันเป็นหนึ่ง จนพิธีกรเข้าไปร่วมวงเต้นด้วยปรับไมโครโฟนให้ลุงดีฟ หันไปมองดูใบหน้าของแก ก็เห็นน้ำตาไหลออกมาจากหลุมที่ไร้ดวงตาของแก ขอบอกตามตรงว่า บนเวที 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะเห็นน้ำตาจากลุงดีฟ ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ที่ลุงดีฟได้ประกาศในวันนี้ ในสมองพิธีกรมีคำถามขึ้นมาว่า "เอ๊...เขาร้องด้วยความสุขหรือความทุกข์ เมื่อนึกถึงสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ หรือ อาจจะเป็นแค่น้ำตาที่ไหลออกมาจากคำว่า แม่ง ใช่เลย! กันแน่"

การแจมเพลงเดียว กลายเป็น 15 นาทีในจังหวะกลองเหี้ย คลานข้ามประเทศอินเดีย เพราะมือกลอง Traba อินเดียยังไม่ลุกไปไหน และข้ามไปสู่ยอดเขาคีรีมันจาโร (Kilimanjaro) ในเคนย่า จังหวะนี้ลุกขึ้นเต้นรำสู่ตะวันตก เรายึดอเมริกาเพราะมือกีต้าร์จากนิวยอร์กยังไม่ปล่อยเครื่องเลย จนกระทั่งข้ามกลับมายังแปซิฟิก โผล่ขึ้นมาจากหาดญี่ปุ่น เพราะมีมือไวโอลินจากเมืองนางาซากิ เล่นด้วย จังหวะเหี้ยนี้บินข้ามซากวัดเก่าในเขมร ลงมาท่ามกลางปะเทศไทย ในช่วงที่ Mango และลุงดีฟย้ำจังหวะเพื่อจบเพลงเท่ห์มาก ไม่เสียสักจังหวะ "ดูมๆ...ดูมๆๆๆๆ…ดูม" และจังหวะก็เงียบไป นักดนตรีทุกคนวางมือ มาฟังเสียงที่ยังร้องอยู่ท่ามกลางความมืด เวที และโลก เหลือเพียงแค่ลุงดีฟ กับ ซอนรก และดวงตาที่จ้องมองของผู้ชมเท่านั้น ทีมงาน Mango เลยกลับมาเล่นตามจังหวะนั้น พิธีกร เดินเข้ามาจับสะโพกด้านหลังลุงดีฟ และพาเขาเดินเต้นรำออกจากเวที พร้อมเสียงตะโกน "ดีๆๆๆ..." ของผู้ชมนับพันเสียง ลุงดีฟเดินไปยังหลังเวทีอย่างคนหนุ่ม และเกือบลืมไปว่าตัวเองตาบอด ทุกสรรพสิ่งทั้งนามธรรมและรูปธรรม ก็ต้องก้มหัวยกมือไหว้คนตาบอดคนนี้ในขณะที่เดินลงจากเวที ชายจากเขมรได้นั่งอยู่หลังเวทีใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาแต่ห่างไกลจากเสียงเพลงบนเวที เกือบจะได้ยินเสียงแม้น้ำกระซิบถามเขาว่า "ดีฟ จะเอาอะไร" เหมือนแม่น้ำแห่งนี้ต้องการให้รางวัลจากเสียงเพลงของเขา ลุงดีฟหันหน้าขึ้นฟ้า และตอบไปว่า "เอาอีก เอาอีกเถอะ" ...